บันทึกครั้งที่6
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563
อาทิตย์นี้อาจารย์ให้นำเสนอของแต่ละแล้วก็มาสุปของตัวเองและเพื่อนอีก4คนโดยห้มซ้ำเรื่องกัน
สรุปบความ
ของตัวเองเรื่อง เทคนิคสร้างนิสัยและปรับพฤติกรรม
หลักในการควบคุมเด็กให้ได้ผล
1.ใช้การออกคำสั่งที่เอาจริง แต่ไม่ใช้อารมณ์โกรธ เพราะการที่พ่อแม่ใช้อารมณ์โกรธจะทำให้เกิดผลเสียตามมา
2.ความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา ผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันให้เรียบร้อยด้วยเหตุผลก่อน จะได้ควบคุมเด็กไปในทิศทางเดียวกัน
3.ความหนักแน่น มั่นคง เวลาพ่อแม่บอกว่า “ไม่” เด็กอาจร้องหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่ลงไปร้องดิ้น หรือร้องนานไม่ยอมหยุดเวลาถูกขัดใจ พ่อแม่ควรหนักแน่นมั่นคง ไม่โลเล
ในกรณีที่พ่อแม่ไม่สามารถออกคำสั่งได้และลูกไม่เชื่อฟัง การเรียกให้เข้ามุมหรือนั่งบนเก้าอี้เด็กมักไม่ทำตาม กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป การควบคุมเด็กนั้น พ่อแม่ และผู้ดูแลต้องคิดในใจว่ากำลังทำหน้าที่สำคัญ อีกข้อหนึ่งของพ่อแม่ คือ การควบคุมกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย ซึ่งเป็นสิ่งดี ๆ ที่เราจะให้กับเด็ก การควบคุมต้องไม่เข้มงวดเกินไป และไม่ยอมตามใจเด็กมากเกินไป บางครั้งการควบคุมเด็กขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ และอารมณ์ของพ่อแม่ด้วย
บทความของนางสาว วรรณกานต์ บุญเหมาะ
เรืี่องโรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน? พ่อแม่ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อบำบัด
ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กอายุ 13-17 ปี ครั้งล่าสุดในปี 2559 พบเด็กป่วยเป็นโรคดื้อต่อต้านร้อยละ 2 หรือมีประมาณ 80,000 คนทั่วประเทศ ในเด็กชายพบร้อยละ 2.3 เด็กหญิงร้อยละ 1.7 โรคนี้เกิดมาจากหลายสาเหตุร่วมกันทั้งตัวเด็กเองที่มีพื้นฐานเป็นเด็กอารมณ์ร้อน และสภาพแวดล้อมเช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดี ใช้ความรุนแรง การตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ที่น่าเป็นห่วงพบว่ายังมีพ่อแม่มีความเชื่อผิดๆ คิดว่าเด็กดื้อตามปกติ จึงไม่ได้พาไปรักษา แต่ให้การดูแลตามความเชื่อ คือ
1.ปล่อยไปตามธรรมชาติ เด็กน่าจะดีขึ้นเอง
2. ไม่ขัดใจลูก เพราะกลัวลูกจะเครียด กลัวลูกออกจากบ้าน
3.ลงโทษรุนแรงเพื่อดัดนิสัย
4.ส่งไปอยู่กับญาติ หรือส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เพื่อดัดนิสัย
ความเชื่อทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น แต่ล้วนทำให้พฤติกรรมดื้อต่อต้านแย่ลงไปอีก ขอให้รีบพาไปพบจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจประเมิน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง แม้โรคนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เด็กดีขึ้น คือการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กให้น้อยลง ซึ่งครอบครัวมีความสำคัญที่สุด โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสหวิชาชีพ ในการปรับลดพฤติกรรมอย่างถูกวิธีและทำให้เด็กหายป่วย
บทความของนางสาว พรพรรณ ศรีนาค
เรืี่อง พฤติกรรมก้าวร้าวเด็กปฐมวัย
การแสดงความก้าวร้าวของเด็กเล็กอาจเกิดขึ้นได้ เช่น พูดจาหยาบคาย ต่อว่า ไม่เคารพผู้อื่น ทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของหรืออาจรุนแรงถึงขั้นทารุณกรรมสิ่งมีชีวิตให้บาดเจ็บหรือล้มตาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกเด็กให้ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย ทางร่างกาย ทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนจิตใจ
1. สาเหตุทางชีวภาพ
2. สภาพจิตใจของเด็ก
3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม
วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กโดยทันที
2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก
3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว
4. ผู้ใหญ่ต้องระวังที่จะไม่มีอารมณ์ตอบโต้เด็ก หรือเอาชนะกัน
5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง
6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง
บทความของนางสาววิลัยพร ไชยสุระ
เรืี่องแก้ปัญหาเด็กเลือกกิน
วิธีการ
1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาเวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว👦👩👱
2. ควรกินอาหารเป็นเวลาตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน 😋😋😋
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะการเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด😜😜😜
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้างการจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย😀😀😀💪
5. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน😫😫
การที่เด็ก ๆ ได้รับอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อตามวัยเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูต้องให้ความใส่ใจ เนื่องจากสารอาหารที่ครบถ้วนจะช่วยให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโต ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีความสมดุล ไม่มีอุปสรรคต่อการเรียนรู้ จึงทำให้เกิดพัฒนาการที่ดีด้วยเช่นกัน
บทความของนางสาวพนิตรา แรงโสม
เรืี่อง
ลูกชอบเล่นคนเดียว ไม่ชอบเข้าสังคม ... ทำอย่างไรดี
มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ช่างพูดช่างคุยเวลาอยู่บ้าน แต่กลับกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาเมื่อเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ บางครั้งเมื่อคุณครูรายงานพฤติกรรมเวลาที่ลูกอยู่ที่โรงเรียนให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่ก็ยิ่งแปลกใจ เพราะพฤติกรรมของลูกแตกต่างกับเวลาอยู่ที่บ้านราวกับคนละคน ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลใจว่าลูกจะเป็นเด็กขี้อายมากเกินไป หรืออาจจะเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้เมื่อโตขึ้น ในความเป็นจริงแล้วการที่เด็กบางคนไม่อยากเข้าสังคม หรือไม่อยากเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่ได้เกิดจากความขี้อายหรือความไม่กล้าแสดงออกเท่านั้น บางครั้งอาจเกิดจากเหตุผลอื่น ๆ เช่น เด็กแค่ไม่สนใจกิจกรรมกลุ่มในขณะนั้น กำลังติดใจของเล่นในมือ หรือรู้สึกไม่สบายกับใจกับสถานการณ์บางอย่างที่ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอยากให้เด็กรู้จักเล่นกับเพื่อน ๆ ร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่น ๆ และปรับตัวได้เร็วก็ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีดังต่อไปนี้
💙 หาสาเหตุแล้วแก้ให้ถูกจุด
💚เด็กชินกับการเล่นคนเดียว
💛พาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่นบ่อย ๆ
💜คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกบ้าง
💖ปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยาเด็ก
บทความของนายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ
เรืี่องลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี
วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน
😀คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร
😁คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
😄คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ
😍เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ
อาการกลัวโรงเรียนของเด็ก ๆ จะค่อย ๆ หมดไปได้เองเมื่อเด็ก ๆ โตขึ้น เด็กบางคนอาจชอบและมีความสุขในการไปโรงเรียนหลังจากที่เขาได้เรียนรู้ และได้รับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่พร้อมอยู่เคียงข้างเขาเสมอ อย่าลืมลองเอาคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้แก้ปัญหาลูกร้องไห้งอแงไม่อยากไปโรงเรียน