วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

บันทึกครั้งที่13



บันทึกครั้งที่13
วันที่ 24 เมษายน 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน


วันนี้ไม่ได้เรียนเรื่องของเนื้อหา แต่เป็นการแจ้งวันเวลาส่งงานต่างๆ และกำหนดสอบออนไลน์  และส่วนมากก็เป็นการพูดคุยถามความคืบหน้าของงาน 
👇👇👇👇👇
ในภาพอาจจะมี 15 คน


บันทึกครั้งที่12


บันทึกครั้งที่12
วันที่ 17 เมษายน 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

อาจารย์ขอดูความคืบหน้าของการสังเกตพัฒนาการและพฤติกรรมของน้องๆ คนละ1แผ่น
และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างของเพื่อนๆมา5คนมาอธิบาย ที่เราได้สังเกต เขียนออกมาและอาจารย์ก็ได้แนะนำและบอกเพิ่มเติมลักษณะในการเขียนอีก

👇👇👇👇👇
ในภาพอาจจะมี ข้อความ

บันทึกครั้งที่11


บันทึกครั้งที่11
วันที่ 10 เมษายน 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

     วันนี้อาจารย์อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน เรื่องของการสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่อาจารย์ได้สั่งไว้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ว่าจะต้องสังเกตยังไง และลักษณะการเขียนต้องเขียนอย่างไร


บันทึกครั้งที่10


บันทึกครั้งที่10
วันที่ 3 เมษายน 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน
เนื้อหาที่เรียน
👇👇👇

อาจารย์อะิบายถึง  เรื่องเเบบบันทึกพฤติกรรมต่างๆ เนื่องจากมีบ้างคนที่ไม่เข้าใจ 




 อาจารย์อธิบายเรื่องของมาตราฐานคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี
คู่มือและลายระเอียด
👇👇👇👇👇

บันทึกครั้งที่9

บันทึกครั้งที่9
วันที่  27 มีนาคม 2563
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน
เนื้อหาที่เรียน
 
เรื่องปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กปฐมวัย

👉หลักสังเกตว่าพฤติกรรมใดเป็นปัญญา👈

👉การร้องอาละวาด👈

 

👉การแก้ไขการร้องอาละวาด👈


 งานที่อาจารย์มอบหมายคือ การออกแบบการสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน

บันทึกครั้งที่8


บันทึกครั้งที่8
วันที่  20 มีนาคม 2563
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน
วันนี้เป็นการเรียนออนไลน์  แต่ให้เป็นการสังเกตเด็กเล็กน้อยผ่านการเรียนออนไลน์ 

ต่อมาได้สั่งงาน ให้ดูคลิปแล้วสังเกตตอบคำถามของคลิปวิดีโอ



บันทึกครั้งที่7




บันทึกครั้งที่7
วันที่ 13 มีนาคม 2563


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

อาจารย์บอกคะแนนสอบเมื่อครั้งที่แล้ว 
แล้วก็พรีเซนต์งานวิจัย


😄😄😄😄😄😄😄


💛💛💛💛💛💛💛💛💛💛💛

  

😊😊😊😊😊😊😊😊

บันทึกครั้งที่4


บันทึกครั้งที่4
วันที่ 31 มกราคม 2563


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

เนื้อหาที่เรียน

สมรรถนะทั้ง 7 ด้านของเด็กปฐมวัย



ความหมาย

สมรรถนะ (Competency)
 คือพฤติกรรมบ่งชี้ของแต่ละวัย (ช่วงอายุ) ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง (Can do)
ตัวอย่าง : การเคลื่อนไหวและการทรงตัว
   3 ปี – วิ่งและหยุดเองได้
   4 ปี – เดินต่อเท้าไปข้างหน้าโดยกางแขน
   5 ปี – เดินต่อเท้าไปข้างหลังโดยไม่กางแขน
ตัวอย่าง : การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเด็ก
   3 ปี – พูดคุยและเล่นกับเพื่อนเด็กด้วยกัน
   4 ปี – ช่วยเหลือเพื่อน
   5 ปี – ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันโดยกำหนดสถานที่
ตัวอย่าง : ความทรงจำ

   3 ปี – ท่องคำคล้องจองสั้น ๆ ได้
   4 ปี – บอกชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์
   5 ปี – บอกหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านได้
ตัวอย่าง : การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
   3 ปี – แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ โดยการลองผิดลองถูก เช่น สวมรองเท้า ติดกระดุม
   4 ปี – แก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ใช้ไม้เขี่ยสิ่งของที่เอื้อมไม่ถึง
   5 ปี – แก้ปัญหาได้หลายวิธี และรู้จักเลือกวิธีที่เหมาะสม

ความสำคัญ
<ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กและครูปฐมวัยมีความรู้ ความเข้าใจ เด็กปฐมวัยมากขึ้น
<สร้างความตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยมากขึ้น
<ชี้แนะแนวทางในการพัฒนาเด็กเป็นเสมือน “คู่มือช่วยแนะแนว”
<ส่งเสริมวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้ได้คุณภาพดียิ่งขึ้น
<ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีเป้าหมายร่วมกันและประสานประโยชน์เพื่อเด็กได้ดียิ่งขึ้น


สมรรถนะ 7 ด้าน ประกอบด้วย

(1) การเคลื่อนไหวและสุขภาพทางกาย  
(2) พัฒนาการด้านสังคม
(3) พัฒนาการด้านอารมณ์ 
(4) พัฒนาการด้านการคิดและสติปัญญา
(5) พัฒนาการด้านภาษา 
(6) พัฒนาการด้านจริยธรรม
(7) พัฒนาการด้านการสร้างสรรค์

 


สุดท้ายก่อนจะปล่อย อาจารย์ได้สอสวิธีการหาวิจัย

บันทึกครั้งที่3


บันทึกครั้งที่3
วันที่ 24 มกราคม 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

ก่อนเริ่มเรียนอาจารย์ได้เกี่นวกัยการไปเยี่ยมโรงเรียนในเดือนแบ่งไปเชคละครึ่งเดือน


เนื้อหาที่เรียน

พัฒนาการเด็กปฐมวัย


1. พัฒนาการผิดปกติ
- ถ้าพบเร็ว สามารถแก้ไขรักษาได้เร็ว กลับมามีพัฒนาการปกติได้
- รายที่แก้ไขไม่ได้ หาทางให้มีพัฒนาการใกล้เคียงปกติมากที่สุด หรือส่งต่อ

2. พัฒนาการปกติ
- ส่งเสริม

แรกเกิด-อายุต่ำกว่า 1 เดือน
- มองหน้าสบตา
- ตอบสนองต่อเสียงพูด ทำเสียงในลำคอ
อายุ 1-2 เดือน
- สนใจฟัง และมองหาเสียง ทำเสียงอูอา โต้ตอบ
- มองหาสิ่งที่เคลื่อนไหว
- ชันคอในท่าคว่ำ
อายุ 3-4 เดือน
- หันหาเสียง
- หัวเราะได้
อายุ 5-6 เดือน
- แสดงอารมณ์และท่าทาง เช่น ขัดใจ ดีใจ
- หันตามเสียงเรียกชื่อ
อายุ 7-8 เดือน
- ทำเสียงพยางค์เดียว เช่น จ๊ะ หม่ำ
- มองตามของตก
- นั่งทรงตัวได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน
อายุ 9-10 เดือน
- เล่นจ๊ะเอ๋
- ใช้ท่าทางหรือการชี้บอกความต้องการ
- เกาะและเหนี่ยวตัวลุกจากท่านั่ง
อายุ 11-12 เดือน 
- เลียนแบบท่าทาง
- เข้าใจเสียงห้ามและหยุดทำ
- ยืนได้เองชั่วครู่ หรือตั้งไข่

  

บันทึกครั้งที่2



บันทึกครั้งที่2
วันที่ 17 มกราคม 2563

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

เนื้อหาที่เรียน

พฤติกรรม หมายถึง กริยาที่แสดงออกทุกรูปแบบของสิ่งมีชีวิตเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายใน 

พฤติกรรมแบ่งออก 2 แง่ 
 - การกระทำต่างๆ ที่ผู้อื่นสังเกตได้ แสดงออกให้เลย เช่น การร้องไห้ การหัวเราะ การกิน
- กระบวนการต่างๆ การแสดงที่อยู่ภายใน


สิ่งกำหนดพฤติกรรม

-กรรมพันธุ์ 
  • บุคคลิกภาพ
  • สังคม
  • วัฒนธรรม
 -สิ่งแวดล้อม

  • การส่งเสริม การขัดเกลา
  • คุณสมบัติจากสภาพแวดล้อม
  • ตำแหน่งที่ตั้งของสภาพแวดล้อม
-กระบวนการเกิดพฤติกรรม

  • กระบวนการรับรู้
  • กระบวนกราคิด
  • กระบวนการแสดงออก
ประเภทของพฤติกรรม
พฤติกรรมภายนอก  พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) คือ การกระทำหรือปฏิกิริยาทางร่างกาย ที่ทั้งเจ้าตัวและบุคคลอื่นสามารถสังเกตผ่านอวัยวะรับสัมผัส/ประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น หรือผิวหนัง) หรือใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ช่วยสังเกต
พฤติกรรมภายใน
  พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior)  คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลจะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถสังเกตได้และไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดได้โดยตรง หากเจ้าของพฤติกรรมไม่บอก (บอกกล่าว เขียน หรือแสดงท่าทาง) ได้แก่ ความคิดอารมณ์ความรู้สึก ความจำ การรับรู้ ความฝัน รวมถึง การรับสัมผัสต่างๆ เช่น การได้ยิน การได้กลิ่นความรู้สึกทางผิวหนัง เป็นต้น

กลไกการเกิดพฤติกรรม
 การที่พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องประกอบด้วย
1. สิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้น (STIMULUS)
2. เหตุจูงใจ (MOTIVATION) 
ซึ่งหมายถึงความพร้อมภายในร่างกายของสัตว์ก่อนที่จะแสดงพฤติกรรม เช่น ความหิว ความกระหาย เป็นต้น


ระหว่างรอเพื่อนๆมาให้ครบอาจารย์เปิดการ์ตูนให้ดูด้วย น่ารักมากกกกกกก

 

แล้วก็เล่นเกมจับผิดภาพ นับหน้าคน นับขาช้าง นับตัวอักษรตัวF เป็นต้น  ฉันนับจนตาลายไปหม๊ดดดดด

ี้้ีัี้รี้ิรา่้ิ้


บันทึกครั้งที่1



บันทึกครั้งที่1
วันที่ 10 มกราคม 2563
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เป็นการเรียนวันแรก อาจารย์ได้ปฐมนิเทศ ตารางเรียนของแต่ละคน เล่นเกมตอบคำถามซึ่งยากมากกก
แล้วอาจารย์ก็ให้หาบทความสุดท้ายก็พูดเรื่องเรียนของสัปดาห์ต่อไป 


    

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกครั้งที่6




บันทึกครั้งที่6
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูน

อาทิตย์นี้อาจารย์ให้นำเสนอของแต่ละแล้วก็มาสุปของตัวเองและเพื่อนอีก4คนโดยห้มซ้ำเรื่องกัน

สรุปบความ

ของตัวเองเรื่อง เทคนิคสร้างนิสัยและปรับพฤติกรรม

หลักในการควบคุมเด็กให้ได้ผล

1.ใช้การออกคำสั่งที่เอาจริง แต่ไม่ใช้อารมณ์โกรธ เพราะการที่พ่อแม่ใช้อารมณ์โกรธจะทำให้เกิดผลเสียตามมา

2.ความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา ผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันให้เรียบร้อยด้วยเหตุผลก่อน จะได้ควบคุมเด็กไปในทิศทางเดียวกัน

3.ความหนักแน่น มั่นคง เวลาพ่อแม่บอกว่า “ไม่” เด็กอาจร้องหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่ลงไปร้องดิ้น หรือร้องนานไม่ยอมหยุดเวลาถูกขัดใจ พ่อแม่ควรหนักแน่นมั่นคง ไม่โลเล

ในกรณีที่พ่อแม่ไม่สามารถออกคำสั่งได้และลูกไม่เชื่อฟัง การเรียกให้เข้ามุมหรือนั่งบนเก้าอี้เด็กมักไม่ทำตาม กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป การควบคุมเด็กนั้น พ่อแม่ และผู้ดูแลต้องคิดในใจว่ากำลังทำหน้าที่สำคัญ อีกข้อหนึ่งของพ่อแม่ คือ การควบคุมกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย ซึ่งเป็นสิ่งดี ๆ ที่เราจะให้กับเด็ก การควบคุมต้องไม่เข้มงวดเกินไป และไม่ยอมตามใจเด็กมากเกินไป บางครั้งการควบคุมเด็กขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ และอารมณ์ของพ่อแม่ด้วย

บทความของนางสาว วรรณกานต์ บุญเหมาะ

 เรืี่องโรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน? พ่อแม่ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อบำบัด



  ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กอายุ 13-17 ปี ครั้งล่าสุดในปี 2559 พบเด็กป่วยเป็นโรคดื้อต่อต้านร้อยละ 2 หรือมีประมาณ 80,000 คนทั่วประเทศ ในเด็กชายพบร้อยละ 2.3 เด็กหญิงร้อยละ 1.7 โรคนี้เกิดมาจากหลายสาเหตุร่วมกันทั้งตัวเด็กเองที่มีพื้นฐานเป็นเด็กอารมณ์ร้อน และสภาพแวดล้อมเช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดี ใช้ความรุนแรง การตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ที่น่าเป็นห่วงพบว่ายังมีพ่อแม่มีความเชื่อผิดๆ คิดว่าเด็กดื้อตามปกติ จึงไม่ได้พาไปรักษา แต่ให้การดูแลตามความเชื่อ คือ
1.ปล่อยไปตามธรรมชาติ เด็กน่าจะดีขึ้นเอง 
2. ไม่ขัดใจลูก เพราะกลัวลูกจะเครียด กลัวลูกออกจากบ้าน
3.ลงโทษรุนแรงเพื่อดัดนิสัย
4.ส่งไปอยู่กับญาติ หรือส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เพื่อดัดนิสัย 

ความเชื่อทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น แต่ล้วนทำให้พฤติกรรมดื้อต่อต้านแย่ลงไปอีก ขอให้รีบพาไปพบจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจประเมิน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง แม้โรคนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เด็กดีขึ้น คือการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กให้น้อยลง ซึ่งครอบครัวมีความสำคัญที่สุด โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสหวิชาชีพ ในการปรับลดพฤติกรรมอย่างถูกวิธีและทำให้เด็กหายป่วย



บทความของนางสาว พรพรรณ ศรีนาค


 เรืี่อง พฤติกรรมก้าวร้าวเด็กปฐมวัย


การแสดงความก้าวร้าวของเด็กเล็กอาจเกิดขึ้นได้ เช่น พูดจาหยาบคาย ต่อว่า ไม่เคารพผู้อื่น ทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของหรืออาจรุนแรงถึงขั้นทารุณกรรมสิ่งมีชีวิตให้บาดเจ็บหรือล้มตาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกเด็กให้ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย ทางร่างกาย ทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้อื่นกระทบกระเทือนจิตใจ
 1. สาเหตุทางชีวภาพ
 2. สภาพจิตใจของเด็ก
 3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
 4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม
วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กโดยทันที
2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก
3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว
4. ผู้ใหญ่ต้องระวังที่จะไม่มีอารมณ์ตอบโต้เด็ก หรือเอาชนะกัน
5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง 
6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง



บทความของนางสาววิลัยพร ไชยสุระ


 เรืี่องแก้ปัญหาเด็กเลือกกิน

วิธีการ

1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาเวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว👦👩👱

2. ควรกินอาหารเป็นเวลาตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน 😋😋😋
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะการเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด😜😜😜 
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้างการจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย😀😀😀💪
5. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน😫😫
     การที่เด็ก ๆ ได้รับอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อตามวัยเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูต้องให้ความใส่ใจ เนื่องจากสารอาหารที่ครบถ้วนจะช่วยให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโต ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีความสมดุล ไม่มีอุปสรรคต่อการเรียนรู้ จึงทำให้เกิดพัฒนาการที่ดีด้วยเช่นกัน

บทความของนางสาวพนิตรา แรงโสม

 เรืี่องลูกชอบเล่นคนเดียว ไม่ชอบเข้าสังคม ... ทำอย่างไรดี


มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ช่างพูดช่างคุยเวลาอยู่บ้าน แต่กลับกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาเมื่อเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ บางครั้งเมื่อคุณครูรายงานพฤติกรรมเวลาที่ลูกอยู่ที่โรงเรียนให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่ก็ยิ่งแปลกใจ เพราะพฤติกรรมของลูกแตกต่างกับเวลาอยู่ที่บ้านราวกับคนละคน ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลใจว่าลูกจะเป็นเด็กขี้อายมากเกินไป หรืออาจจะเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้เมื่อโตขึ้น ในความเป็นจริงแล้วการที่เด็กบางคนไม่อยากเข้าสังคม หรือไม่อยากเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่ได้เกิดจากความขี้อายหรือความไม่กล้าแสดงออกเท่านั้น บางครั้งอาจเกิดจากเหตุผลอื่น ๆ เช่น เด็กแค่ไม่สนใจกิจกรรมกลุ่มในขณะนั้น กำลังติดใจของเล่นในมือ หรือรู้สึกไม่สบายกับใจกับสถานการณ์บางอย่างที่ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอยากให้เด็กรู้จักเล่นกับเพื่อน ๆ ร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่น ๆ และปรับตัวได้เร็วก็ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีดังต่อไปนี้

💙 หาสาเหตุแล้วแก้ให้ถูกจุด

💚เด็กชินกับการเล่นคนเดียว

💛พาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่นบ่อย ๆ

💜คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกบ้าง

💖ปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยาเด็ก



บทความของนายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ
 เรืี่องลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี



วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน

😀คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร
😁คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
😄คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ
😍เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ
 อาการกลัวโรงเรียนของเด็ก ๆ จะค่อย ๆ หมดไปได้เองเมื่อเด็ก ๆ โตขึ้น เด็กบางคนอาจชอบและมีความสุขในการไปโรงเรียนหลังจากที่เขาได้เรียนรู้ และได้รับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่พร้อมอยู่เคียงข้างเขาเสมอ อย่าลืมลองเอาคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้แก้ปัญหาลูกร้องไห้งอแงไม่อยากไปโรงเรียน